เส้นทางการท่องเที่ยวที่ ดิบ สด ใหม่ ไม่ปรุงแต่ง มีให้ชมได้ไม่มากนัก หนึ่งในเส้นทางแบบนั้น จะต้องมีตำบลเมืองก๋าย อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ แน่นอน

จะเที่ยวเส้นทางนี้ แบบพักหนึ่งคืน  คงต้องออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ ไปทางเส้นทาง เชียงใหม่-ปาย และถึงจุดแยกขึ้นตำบลเมืองก๋าย ประมาณบ่ายสองโมง จะเป็นช่วงเวลาที่ดี เริ่มเดินทางจากตรงนี้ขึ้นไปเป็นถนนลาดยาง ระยะทางประมาณสิบสองกิโลเมตร  ตลอดเส้นทางจะพบ วิถีชุมชนแบบชนเผ่าและพื้นเมือง ปนกัน แทรกด้วย ป่าไม้สูงใหญ่ บนทางโค้งแคบและชัน

ขับรถผ่าน ทางแยกขึ้นดอยม่อนเงาะ ซึ่งเป็นจุดหมายใหญ่ของวันพรุ่งนี้ ตรงไปไร่ชาลุงเดช ไร่ชาของคนเมืองเหนือที่ปลูกท่ามกลางขุนเขามานานกว่าสามสิบปี เพื่อนำส่งขายให้กับโครงการหลวง ลุงเดชมีทีพักสนนราคา หลักร้อย ใครจะพักต้องจองล่วงหน้าก่อนเพราะมีเพียงไม่กี่ห้อง รับรองได้ไม่กี่คน ปัจจุบัน ได้ขยายเรือนไม้สำหรับการ นั่งจิบชากาแฟ และทานอาหารเพิ่ม บรรจุคนได้มากขึ้น หลังจากหยุดพักจิบกาแฟ แกล้มโอโซน แล้ว เราเริ่มเดินทางต่อไปยัง ชุมชนก๋ายโก้ง ซึ่งเป็นจุดหมายที่เราจะเข้าไปพักคืนนี้ 

ชุมชนก๋ายโก้งในหมู่บ้านก๋ายน้อย เป็นหมู่บ้านเล็กๆในหุบเขา เพราะเป็นที่ราบเชิงเขา เขามีธารน้ำไหลผ่าน ถ้าถึงฤดูหนาวจะหนาวมาก และถึงฤดูฝนฝนจะตกเยอะชุกว่าพื้นที่ราบด้านล่าง ในชุมชนทั้งหมด 8 หลังคาเรือน มีโรงคั่วชา มีโรงไฟฟ้าจากพลังน้ำ สำหรับใช้ภายในหมู่บ้าน ใบชาแก่ที่นี่ใช้หมักเรียกว่า”เมี้ยง”

คืนนี้ เราพักที่โฮมสเตย์ชาวบ้าน ที่จริงน่าจะเรียกว่า ห้องแบ่งให้พักมากกว่า เพราะที่นี่ ยังไม่ได้มีที่พักอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว  มีเพียงที่อาศัยนอน ห้องน้ำไว้อาบน้ำชำระล้างร่างกาย หรือทำกิจวัตรส่วนตัว ส่วนใหญ่ร้อยทั้งร้อย ห้องน้ำจะแยกออกจากตัวเรือนนอน ตามความนิยมในสมัยโบราณ  อาหารเช้าเป็นอาหารพื้นบ้านง่ายๆ ข้าวเหนียว หมูปิ้ง น้ำพริก/ผักลวก แต่ถ้าใครอยากทานอะไร นอกเหนือจากชีวิตพื้นฐานชาวบ้านธรรมดา สั่งอาหารล่วงหน้าไว้เลย เพราะชาวบ้านจะได้เตรียมไว้ให้ ตามที่เราต้องการ หรือ แวะสั่งอาหารที่ร้านของภรรยานายก อบต.เมืองก๋าย ซึ่งตั้งอยู่ ก่อนถึงไร่ชาลุงเดช

ตื่นเช้า จิบชาที่ต้มจากกา ควันไฟลอยอ้อยอิ่ง ปนกับสายหมอกบางเบาถือถ้วยชาเดินไปที่ลำธารธรรมชาติที่ไหลผ่านหลังบ้าน ต้นผักกูด(เฟิร์น)เยอะมาก การไม่ปรุงแต่งธรรมชาติ ทำให้ที่นี่ยังมีชีวิตแบบบ้านๆ ล้วนๆ หลังทานอาหารเช้าเสร็จก็ปาเข้าไปสิบโมงแล้ว ไม่ได้เร่งรีบอะไร ชีวิตสโลว์มากๆ เรามีจุดมุ่งหมายจะไปดอยม่อนเงาะ หลังจากที่ตั้งใจจะไปชมพระอาทิตย์แต่ฝน ก็เทกระหน่ำลงมาตอนตีสามกว่าๆ เสียก่อนเลยต้องพับโครงการไปชมพระอาทิตย์ขึ้นในเช้าวันนี้

ฝนหยุดตก เราพากันมุ่งหน้า สู่ ดอยม่อนเงาะ ทันที ถนนชัน โคง แคบ ลื่น รถที่ขึ้นต้องเป็นรถโฟร์วิลล์ เท่านั้น ตลอดเส้นทางมีป่าไม้ สลับกับต้น กาแฟและชา ที่ปลูกปนกันไปนอกจากนั้นระหว่างทางเราเจอหมู่บ้านม้ง อยากชมวิถีชีวิตชนเผ่าก่อนขึ้นชมวิว แต่เวลาไม่ค่อยเอื้อกับการเดินทาง เพราะเกรงฝนจะตก

สายแล้วละอองหมอกบนยอดดอยยังมี  ทิวทัศน์ที่นี่สวยงาม อากาศโปร่งโล่งสบายเย็นนิดๆ คงเป็นเพราะเมื่อคืนฝนตก เราเดินขึ้นไปจุดชมวิว 360 องศา ดูได้รอบทิศทาง ใกล้ๆกันมีผานกเงือกให้ชมด้วย ดอกไม้ป่าออกดอกสีสันสดใส ตะไคร่สีเขียวจับเรียงรายข้างทางเดินชมไปแบบไม่มีเหนื่อย 

และแล้วเราก็ถึงบนยอดดอย ของม่อนเงาะ และวิวที่นี่ 360 องศาจริงๆ หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง บนยอดเขากั้นด้วยราวไม้เพื่อกันคนไม่ให้ก้าวข้ามไป เพราะรอบด้านคือ เขาที่สูงมาก อากาศข้างบนสดชื่นมาก สังเกตดูฟ้า เริ่มขมุกขมัว แทนที่สีฟ้าสดใสเสียแล้ว ยังดีที่ได้ขึ้นถึงยอดเขาได้ แม้จะใช้เวลาชื่นชมเพียงน้อนนิด

พี่สุรัตน์คนขับรถโฟล์ลวิวที่พาเราไป เร่งให้พวกเราขึ้นรถเพราะ เมฆฝนลอยต่ำ หากตก ตอนอยู่บนเขาคงเดินทางลงไม่ได้ง่ายๆ เรารีบลงมาก่อนฝนจะเท ถึงที่จอดรถตู้สามแยก ก่อนที่จะกลับ ได้เบอร์โทรมาฝากสำหรับใครที่อยากจะไปสัมผัสบรรยากาศ ชิล์ล ดิบๆ อยู่ง่าย กินง่าย สนนราคาห้องพัก 250-300 บาทต่อคน และ ค่ารถ 1500 บาท/คัน/วัน ติดต่อพี่วิรัตน์ เบอร์โทร 0964237611

ขอบคุณ คุณเป้ และพี่ๆร่วมทริปทุกท่าน ที่เติมเต็มความสุขให้กับวันดีๆ อีกวันหนึ่งของชีวิต