วัดเจ็ดยอดหรือวัดโพธาราม
สถานที่สำคัญในเชียงใหม่มักจะเดิน ทางสดวกสบายเช่นกันกับวัดเจ็ดยอดที่มีที่ตั้งบริเวณ ถนนซุเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่ลำปาง เลยสี่แยกข่วงสิงห์ไปนิดเดียว
ภายในวัดร่มรื่น ด้วยต้นไม้ใหญ่ มีที่นั่งหลายจุด สามารถมองเห็นเจดีย์เก่า มากมายในวัดได้ อย่างสดชื่นสายตา
วัดเจ็ดยอดหรือวัดโพธารามเป็นวัดที่ พระเจ้าติโลกราช กษัตริย์องค์ที่ ๙ แห่งราชวงศ์เม็งราย (อาณาจักรล้านนา) เป็นองค์สถาปนาวัดเจ็ดยอดขึ้นในปี พุทธศักราช ๑๙๙๘ (ค.ศ.๑๔๕๕) ณ บริเวณที่ตั้งวัดปัจจุบันนี้
ทรงโปรดให้หมื่นด้ามพร้าคต เป็นนายช่างทำการก่อสร้างอารามขึ้น พระเจ้าติโลกราชจึงให้ข้าราชบริพารไปตัดเอากิ่งตอนต้นโพธิ์จากวัดป่าแดงหลวง ซึ่งเป็นต้นโพธิ์ที่นำมาจากศรีลังกา
นำมาปลูกไว้ในวัดนี้และตั้งชื่อวัดนี้ว่าวัด“โพธารามมหาวิหาร” ซึ่งมีความหมายว่าวัดต้นมหาโพธิ์ และไปนิมนต์ พระอุตตมะปัญญามหาเถระมาเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดนี้ ต้นโพธ์จะอยู่ติดกับเจดีย์เจ็ดยอด
เจดีย์เจ็ดยอด

เป็นโบราณสถานที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย ถ่ายแบบมาจากมหาโพธิ์เจดีย์พุทธคยาประเทศอินเดียสร้างประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๐ เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๒๐และใช้สถานที่แห่งนี้เป็นที่สังคายนาพระไตรปิฎกครั้งใหญ่เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ครั้งที่ 8 ของโลก โดยมีพระธรรมทิณ เจ้าอาวาสวัดป่าตาล ผู้ทรงอบรมรู้ภาษาบาลีเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พระเจ้าติโลกราช กษัตริย์องค์ที่ ๙ แห่งราชวงศ์เม็งราย เป็นพระธานฝ่ายคฤหัสถ์
ทำการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งใหญ่เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ครั้งที่ 8 ของโลก ทรงอบรมสมโภช หอไตรแห่งนี้เป็นการใหญ่ เพื่อใช้เป็นที่เก็บพระไตรปิฎกฉบับที่ชำระแล้ว อีกทั้งลายปูนปั้นบนผนังด้านนอกองค์เจดีย์เจ็ดยอดมีงานประติมากรรมปูนปั้น เป็นภาพเทพยดานั่งขัดสมาธิเพชร ประนมหัตถ์อยู่กลางพระอุระ กับภาพเทพยดาพนมมือยืน ทรงเครื่องภูษาภรณ์อันเป็นสมัยนิยมในหมู่ชนชั้นสูงสมัยโบราณ สวมเครื่องศิราภรณ์ทรงเทริด มีทั้งแบบทรงสูงและทรงเตี้ย สังเกตบนยอดศิราภรณ์ประดิษฐ์ด้วยลายวิจิตรแตกต่างกันไปในแต่ละองค์ เช่น ลายกระจับ ลายดอกบัว ลายหน้ากาล ลายดอกไม้ เป็นที่น่าชมยิ่ง บนพื้นผนังเป็นลายดอกไม้ร่วงคล้ายลายถ้วยชามสมัยราชวงศ์เหม็งของจีน นอกจากนี้ยังมีลายประดับหัวเสาซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของล้านนา แม้พม่ายังรับเอาไปและเรียกว่า “ลายเชียงใหม่”
พระวิหารเจ็ดร้อยปีศรีเมืองเชียงใหม่
พระวิหารเจ็ดร้อยปีศรีเมืองเชียงใหม่ มีพระเจ้า 700 ปี ศรีเมืองเชียงใหม่ ประดิษฐานที่พระวิหาร สร้างขึ้นในวโรกาสที่จังหวัดเชียงใหม่ อายุครบ 700 ปีเมื่อปี พ.ศ. 2539 เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร เหนือบัลลังก์ลักษณะพุทธศิลปะแบบล้านนา ผสมศิลปะสุโขทัย
พระเจ้า 700 ปี ศรีเมืองเชียงใหม่
และพระพุทธรูปไม้ตะเคียนทอง สร้างด้วยไม้ตะเคียนทองที่มีอายุเก่าแก่ราว 1,000 ปี เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องประดับด้วยอัญมณีที่มีความสวยงาม
พระสถูปเจดีย์พระเจ้าติโลกราช

เมื่อพระเจ้าติโลกราชสวรรคตในปี พ.ศ. ๒๐๓๐ พระยอดเชียงรายราชนัดดาได้สืบราชสมบัติแทน โปรดให้สร้างจิตกาธาน (เชิงตะกอน) ขึ้นในวัดนี้เพื่อเป็นสถานที่ฌาปนสถานถวายพระเพลิงพระศพของพระดัยกาธิราชแล้วโปรดให้สร้างพระสถูปใหญ่เพื่อบรรจุพระอัฐิและพระอังคารธาตุของพระเข้าติโลกราชไว้ภายในบริเวณวัด
สถูปนี้ก่ออิฐถือปูน ทรงมณฑปสี่เหลี่ยมย่อมุมมีซุ้มคูหาเป็นจตุรมุข หลังคาทรงบัวกลม ส่วนเครื่องยอดต่อขึ้นไปก่อเป็นสถูปทรงระฆังกลม ซุ้มคูหาด้านทิศตะวันออกฝังเข้าไปในตัวมณฑป ประดิษฐานพระพุทธปฎิมากรปูนปั้นมารวิชัยหนึ่งองค์
อุโบสถ และ มณฑปพระแก่นจันทร์
พญาเมืองแก้ว โปรดให้สร้างอุโบสถขึ้นในปี พ.ศ.2054 โปรดให้อัญเชิญพระพุทธปฏิมากรแก่นจันทร์จากพะเยามาประดิษฐาน อุโบสถหลังปัจจุบันขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 10.55 เมตร ศิลปะล้านนา

สร้างขึ้นบนฐานเดิมของอุโบสถเก่า ซึ่งมีลานประทักษิณขนาดกว้าง 16.20 เมตร ยาว 46.65 เมตร ยกพื้นสูงล้มรอบด้วยกำแพงเตี้ยโดยรอบ มีทางขึ้นอยู่ทางข้างทิศใต้ และ ทางขึ้นหลักที่บันไดด้านหน้างด้านทิศตะวันออก

ด้านหลังอุโบสถเป็นมณฑปพระแก่นจันทร์สร้างขึ้นภายหลัง ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดกว้าง 5.70 เมตร ยาว 6 เมตร ด้านบนเป็นซุ้มคูหาทะลุถึงกันทั้ง่ 4 ด้าน ภายในประดิษฐานพระแก่นจันทร์(องค์จำลอง)
มณฑปพระแก่นจันทร์
อุโบสถหลังใหม่นี้คาดว่าน่าจะสร้างขึ้นเมื่อครั้งพระเจ้ากาวิละมาบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นในช่วงต้นสมัยรัตนโกสินทร์
สะเปาคำ และสลากภัต
วันที่เดินทางไปมีงานอุทิศถวาย สะเปาคำ และสลากภัต น้อมเกล้าถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วย นับว่าเป็นบุญที่ได้เข้าร่วมพิธีสำคัญของล้านนา อีกพิธีหนึ่ง














